ผลการดำเนินงาน

 

 ผลการดำเนินงาน ๑ ปี  กระทรวงแรงงาน
(๓๐  ธันวาคม  ๒๕๕๑  -  ๓๐  ธันวาคม  ๒๕๕๒)
บทนำ
                 การดำเนินงานของกระทรวงแรงงานภายหลังจากที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน (นายไพฑูรย์   แก้วทอง)  ได้เข้ามาดำรงตำแหน่งและบริหารงานด้านแรงงาน  เป็นช่วงที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกซึ่งส่งผลกระทบต่อสถานประกอบกิจการทำให้เกิดปัญหาด้านแรงงานต่าง ๆ ตามมา  ทั้งปัญหาการเลิกจ้าง การว่างงานของผู้ที่อยู่ในตลาดแรงงานและผู้ที่จบการศึกษาที่เข้าสู่ตลาดแรงงานใหม่ การชุมนุมเรียกร้องของผู้ใช้แรงงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้กำหนดนโยบายด้านแรงงาน  จำนวน  ๗ ข้อ  เพื่อเป็นแนวทางการบริหารจัดการ  และพัฒนางานด้านแรงงาน โดยมุ่งเน้นภารกิจที่มุ่งแก้ไขปัญหาเร่งด่วนที่เกิดจากวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยที่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้แรงงาน  เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของแรงงาน ตลอดจนการพัฒนาแรงงานที่เป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญของกระทรวงแรงงาน ซึ่งประเด็นนโยบายดังกล่าวตอบสนองต่อแนวนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาภาวะวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ  โดยยึดแนวทางการดำเนินงานตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  แนวทางการพัฒนาตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  ฉบับที่  ๑๐  (พ.ศ.  ๒๕๕๐  -  ๒๕๕๔)  นโยบายของรัฐบาล  (นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ)  ที่ได้แถลงต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๑ และสอดคล้องกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่รัฐบาลต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

 

    นโยบายด้านแรงงาน  ๗  ข้อ
นโยบายข้อ  ๑  การเร่งรัดดำเนินการป้องกันการเลิกจ้าง การว่างงาน และการสร้างงานใหม่เพิ่มเติม
นโยบายข้อ  ๒  เร่งรัดพัฒนาและฝึกอบรมแรงงานทุกระดับให้มีความรู้  ทักษะ  ฝีมือ  และมาตรฐานสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีรองรับความต้องการของตลาดแรงงาน
นโยบายข้อ  ๓  ดำเนินการให้แรงงานทั้งในและนอกระบบให้ได้รับการคุ้มครองตามมาตรฐานแรงงานไทย โดยเฉพาะในด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน
นโยบายข้อ  ๔ ส่งเสริมให้แรงงานไปทำงานต่างประเทศอย่างมีศักดิ์ศรีและมีคุณภาพชีวิตที่ดี
นโยบายข้อ  ๕  การจัดระบบการจ้างแรงงานต่างด้าวให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคการผลิตไม่กระทบต่อการจ้างแรงงานไทยและความมั่นคงของประเทศ
นโยบายข้อ  ๖  ส่งเสริมการมีงานทำของผู้สูงอายุและคนพิการ
นโยบายข้อ  ๗ ปฏิรูประบบประกันสังคมให้มีความเข้มแข็งมั่นคง

 

                  กระทรวงแรงงานได้มุ่งมั่นดำเนินงานตามนโยบายด้านแรงงานมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน  ในรอบระยะเวลา  ๑  ปี  การดำเนินงานของกระทรวงแรงงานปรากฏผลเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน  มุ่งประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับผู้ใช้แรงงานให้ได้รับการคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ  อย่างเท่าเทียมกัน โดยมีเป้าหมายสุดท้าย  คือ แรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี  มีความมั่นคง  และมีความรู้ความสามารถ  มีศักยภาพในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางภาคอุตสาหกรรมของประเทศ

                  การดำเนินงานที่สำคัญตามนโยบายที่สำคัญในรอบปีที่หนึ่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน(นายไพฑูรย์   แก้วทอง)  ประกอบด้วย ส่วนแรก สถานการณ์ด้านแรงงานในช่วงปีแรกของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน(นายไพฑูรย์   แก้วทอง) ส่วนที่ ๒ ผลการดำเนินการตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน(นายไพฑูรย์   แก้วทอง)


๑. สถานการณ์ด้านแรงงานในช่วงปีแรกของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
    (นายไพฑูรย์ แก้วทอง)

    ๑.๑  สถานการณ์ทั่วไปก่อนเข้ามาบริหารงานด้านแรงงาน   จากภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกาได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงปลายปี  ๒๕๕๑ เกิดภาวะการหดตัวในภาคอุตสาหกรรมการผลิต สินค้าที่ผลิตไม่สามารถขาย หรือส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศได้ ประสบภาวะการขาดทุน นำไปสู่การปรับตัวของอุตสาหกรรม การลดกำลังการผลิต การปิดโรงงาน และการปลดคนออกจากงาน  เกิดการว่างงานในไตรมาสที่ ๔ เพิ่มขึ้นจากร้อยละ ๑.๒ ในไตรมาสที่ ๓ เป็นร้อยละ ๑.๓ ส่งผลให้มีนักวิชาการคาดการณ์ในปี ๒๕๕๒ จะมีผู้ว่างงานราว ๙๐๐,๐๐๐ – ๑,๓๐๐,๐๐๐ คน
    ๑.๒  สถานการณ์ด้านแรงงานในช่วงปีแรกของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน (นายไพฑูรย์   แก้วทอง) ได้เข้ามาบริหารงานด้านแรงงานเชิงรุก  โดยนำนโยบายของรัฐบาลมากำหนดเป็นนโยบายด้านแรงงาน  ๗  ข้อ  โดยกำหนดนโยบายเร่งด่วนในการป้องกันและบรรเทาปัญหาการเลิกจ้างและว่างงานภายใต้  “มาตรการ  ๓  ลด  ๓  เพิ่ม”   ผลการดำเนินงานตามมาตรการดังกล่าวทำให้สถานการณ์ว่างงานอันเนื่องมาจากวิกฤตเศรษฐกิจส่งผลให้มีจำนวนผู้ว่างงานเพียง  ๔๑๑,๗๐๐ คน ในเดือนธันวาคม  ๒๕๕๒ 

 
   

 ที่มา    ๑. สำนักงานสถิติแห่งชาติ  (ตัวเลขจำนวนคนว่างงาน ม.ค. – พ.ย.  ๕๒)
          ๒. กรมการจัดหางาน (ตัวเลขจำนวนคนว่างงาน ประมาณการ ธ.ค. ๕๒)

 

๒.  ผลการดำเนินการสำคัญตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน 
     (นายไพฑูรย์   แก้วทอง)
    สรุปได้  ดังนี้

            ๑.    การเร่งรัดดำเนินการป้องกันการเลิกจ้าง การว่างงาน และการสร้างงานใหม่เพิ่มเติม
(สอดคล้องกับนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล) 
                   กระทรวงแรงงาน ได้ดำเนินการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ถูกเลิกจ้าง และผู้ว่างงานอันเนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจ  โดยได้กำหนดนโยบาย/มาตรการป้องกันและบรรเทาปัญหาการเลิกจ้างและการว่างงาน และดำเนินงานในเรื่องต่าง ๆ ภายใต้กรอบมาตรการ ๓ ลด ๓ เพิ่ม  (มาตรการ ๓ ลด ได้แก่ ลดการเลิกจ้าง  ลดการเคลื่อนย้ายแรงงาน ลดค่าครองชีพของลูกจ้างและผู้ว่างงาน มาตรการ   ๓ เพิ่ม  ได้แก่  เพิ่มการจ้างงานและตำแหน่งงาน  เพิ่มทางเลือกในการประกอบอาชีพ  เพิ่มทักษะฝีมือแรงงาน) มีผลการดำเนินงานโดยสรุป ดังนี้

                   มาตรการ ๓ ลด
                   ๑) ลดการเลิกจ้าง
                       - ดำเนินการให้ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เป็นเงินจำนวน ๒,๕๙๔.๑๕ ล้านบาท ลูกจ้างได้รับประโยชน์  จำนวน  ๗๖,๒๗๒  คน  
                       - ตั้งคณะทำงานป้องกันและแก้ไขปัญหาการเลิกจ้างขึ้นในทุกจังหวัด เพื่อร่วมกันเฝ้าระวัง ในพื้นที่และให้ความช่วยเหลือสถานประกอบการและลูกจ้างได้อย่างทันท่วงที 
                       - โครงการสินเชื่อชะลอการเลิกจ้างแรงงาน วงเงิน ๖,๐๐๐ ล้านบาท โดยกระทรวงแรงงานได้ลงนามความร่วมมือกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย เพื่อให้สินเชื่อแก่สถานประกอบกิจการในระบบประกันสังคมในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เป้าหมาย ผู้ประกันตน ๖๐,๐๐๐ คน  ยังคงมีงานทำต่อเนื่อง สถานประกอบกิจการที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อ ๕๒๓ ราย  ๘๐๕ สัญญา  วงเงินที่อนุมัติสินเชื่อ ๑๓,๔๔๘.๖๒  ล้านบาท  สามารถชะลอการเลิกจ้างลูกจ้างได้ ๑๓,๕๒๐ ราย
                       - โครงการสร้างโอกาสเข้าสู่ที่ดินทำกินรองรับแรงงานที่ถูกเลิกจ้าง  กระทรวงแรงงาน ได้จัดทำข้อตกลงความร่วมมือ เรื่อง การสร้างโอกาสเข้าสู่ที่ดินทำกินรองรับแรงงานที่ถูกเลิกจ้าง กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เพื่อช่วยเหลือผู้ถูกเลิกจ้าง
ที่ประสงค์จะเปลี่ยนอาชีพใหม่เป็นเกษตรกรได้มีที่ดินทำกินและประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพ ทั้งนี้ ส.ป.ก. ได้กำหนดพื้นที่รองรับแรงงานที่ถูกเลิกจ้างประมาณ ๒,๖๑๗ ไร่  ๒๒ จังหวัด มีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการจำนวนทั้งสิ้น  ๓,๔๖๐  คน  และได้มีการจัดปฐมนิเทศผู้สมัครเข้าร่วมโครงการมีผู้เข้ารับการปฐมนิเทศแล้ว  จำนวน ๑,๖๔๙ คน ปัจจุบันมีผู้ยื่นใบสมัครแล้ว ๒๗๔ ราย

                    ๒)  ลดการเคลื่อนย้ายแรงงาน     
                          กระทรวงแรงงาน ได้ดำเนินโครงการจ้างงานเร่งด่วนและเพิ่มทักษะฝีมือในการประกอบอาชีพแก่ผู้ประสบภัย  โดยจ้างงานผู้ประสบภัยทำงานเกี่ยวกับสาธารณประโยชน์ต่างๆในพื้นที่โดยไม่ต้องเคลื่อนย้ายมาทำงานในเมือง จำนวน ๑๘๓,๖๔๔ คน รวมถึงการให้ทุนประกอบอาชีพแก่ผู้ประกันตน ที่ถูกเลิกจ้างตามโครงการกู้วิกฤตแรงงานไทยคืนถิ่น วงเงิน ๔,๐๐๐ ล้านบาท  โดยได้ลงนามความร่วมมือ

กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) เพื่อให้สินเชื่อประกอบอาชีพอิสระอัตราดอกเบี้ยต่ำ มีผู้ได้รับอนุมัติสินเชื่อแล้ว จำนวน ๒๐ ราย วงเงิน ๘๓๗,๐๐๐ บาท 
                    ๓) ลดค่าครองชีพลูกจ้างและผู้ว่างงาน
                         กระทรวงแรงงาน ได้ดำเนินการ
                        
โครงการ “เช็คช่วยชาติ”  เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพแก่ผู้ประกันตน  โดยได้จ่าย “เช็คช่วยชาติ” ให้ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมที่มีรายได้ต่ำกว่า เดือนละ ๑๕,๐๐๐ บาท  โดยมีผลการเบิกจ่าย
“เช็คช่วยชาติ”  ณ เดือนธันวาคม  ๒๕๕๒  จำนวน  ๑๕,๗๙๐.๙๔  ล้านบาท  หรือร้อยละ ๙๖.๗๗ ของวงเงินรวม  ๑๖,๓๑๘ ล้านบาท
                        -  ขยายระยะเวลาการได้รับเงินประโยชน์ทดแทนกรณีถูกเลิกจ้าง จากเดิมไม่เกิน ๑๘๐ วันเป็นไม่เกิน ๒๔๐ วัน โดยให้ความคุ้มครองผู้ถูกเลิกจ้างระหว่างวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๑ – ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๒ ตามหลักเกณฑ์และอัตราการได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเฉพาะผู้ประกันตนที่ถูกเลิกจ้างในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ พ.ศ. ๒๕๕๒ ผู้ได้รับประโยชน์  ๗๘,๓๒๖  ราย เป็นเงิน  ๒,๔๔๗.๕๒  ล้านบาท
                        -  การจัดสวัสดิการแรงงานในสถานประกอบกิจการ ๑๖,๘๒๗ แห่ง ลูกจ้างที่เกี่ยวข้อง  ๑,๕๘๔,๑๙๐ คน  
                        - การลดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคม  โดยให้ลดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคม สำหรับประโยชน์ทดแทนกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ทุพพลภาพ ตาย  คลอดบุตร  สงเคราะห์บุตร  และชราภาพ  เฉพาะในส่วนของนายจ้าง และผู้ประกันตน  จากร้อยละ ๕ เหลือร้อยละ ๓ ของค่าจ้าง (ลดลงร้อยละ ๒) โดยให้มีผลใช้บังคับจนถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๒ ส่วนรัฐบาล ยังคงจ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคมในอัตราเดิม คือร้อยละ ๒.๗๕  ของค่าจ้าง

                     มาตรการ ๓ เพิ่ม
                     ๑) เพิ่มการจ้างงานและตำแหน่งงาน
                         กระทรวงแรงงานได้มีการดำเนินการในด้านต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการจ้างงานให้มากขึ้นผลการดำเนินงานทำให้ประชาชนผู้มารับบริการมีงานทำดังนี้
                         -  จัดหาตำแหน่งงานว่าง จำนวน ๑๒๖,๑๓๔ อัตรา บรรจุงานให้ผู้ว่างงานและผู้ถูกเลิกจ้าง
ที่ลงทะเบียนผู้ประกันตนกรณีว่างงาน จำนวน ๓๙๖,๐๕๓ คน   

 

             แผนภูมิที่ ๑  เปรียบเทียบความต้องการแรงงานจำแนกตามหมวดอาชีพ เดือนมกราคม – ธันวาคม ๒๕๕๒

 

 

 ข้อมูลผู้ประกันตนที่ขึ้นทะเบียนขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน  
  เปรียบเทียบปี พ.ศ. ๒๕๕๐ – ๒๕๕๑ - ๒๕๕๒

 

 

                                  หมายเหตุ : ข้อมูล ณ วันที่ ๑๑  มกราคม ๒๕๕๓

 

              แผนภูมิที่ ๒    เปรียบเทียบผู้ประกันตนที่ขึ้นทะเบียนขอรับผลประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน  
                      และการบรรจุงานรายเดือน  ปี  ๒๕๕๑  และเดือนมกราคม  -  ธันวาคม  ๒๕๕๒

 

              ที่มา  กองวิจัยตลาดแรงงาน  กรมการจัดหางาน

                       จัดงานนัดพบแรงงาน เพื่อช่วยเหลือผู้ถูกเลิกจ้าง / ผู้ว่างงานให้มีงานทำ ตลอดจนเปิดโอกาสให้ผู้สำเร็จการศึกษาใหม่ได้มีโอกาสเข้าสู่ตลาดแรงงาน ประชาชนในทุกพื้นที่ได้มีโอกาสสมัครงานกับนายจ้างโดยตรง ผู้สมัครงานมาใช้บริการ จำนวน ๓๑๐,๑๖๕ คน      
                       -  ให้บริการจัดหางานเชิงรุกโดยจัดให้มีรถบริการจัดหางานเคลื่อนที่  (Mobile Unit)
ณ จุดที่มีการเลิกจ้างหรือตามชุมชนที่มีผู้ว่างงาน มีผู้เข้าร่วมโครงการ จำนวน ๑๖๐,๙๙๔ คน      
                       -  โครงการจ้างบัณฑิตอาสา โดยจ้างบัณฑิตอาสาสมัครในพื้นที่ ๓ จังหวัดภาคใต้ คือจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส และ ๔  อำเภอของจังหวัดสงขลา ได้แก่ อำเภอจะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย จำนวน ๒๙๔ คน      
                      - รับลงทะเบียนผู้ประสงค์ฝึกอาชีพโครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงาน เพื่อสร้างมูล
ค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในชุมชน (ต้นกล้าอาชีพ) โดยผ่านสำนักงานจัดหางานจังหวัด  และสำนักจัดหางานกรุงเทพเขตพื้นที่  ๑  -  ๑๐  จำนวน  ๖๔,๑๗๕  คน
                 ๒) เพิ่มทางเลือกในการประกอบอาชีพ
             กระทรวงแรงงาน ได้ดำเนินการฝึกอาชีพใหม่ ๆ ให้มากขึ้นตามความต้องการของตลาดแรงงาน และเพิ่มทางเลือกใหม่ในการประกอบอาชีพ  อาทิ  การสร้างอาชีพใหม่ให้คนว่างงาน มีคนว่างงานและประชาชนทั่วไปได้รับการฝึก  จำนวน  ๓,๖๖๓ คน  


                      - พัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ  แก่แรงงานที่ทำงานแล้ว/ถูกเลิกจ้าง เพื่อพัฒนา/ฝึกทักษะฝีมือเพิ่มขึ้นหรือต้องการปรับเปลี่ยนอาชีพให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาคการผลิตและบริการ มีผู้เข้ารับการฝึก จำนวน ๘๒,๓๘๙ คน 
                      - พัฒนา / ส่งเสริมการประกอบอาชีพอิสระ  เพื่อให้แรงงานได้รับการพัฒนาศักยภาพ มีทางเลือกและโอกาสในการประกอบอาชีพอิสระตามความต้องการและมีรายได้ มีผู้เข้ารับการฝึก  ๘,๓๑๗ คน 
                      - พัฒนาฝีมือแรงงานภาคเกษตรในชนบท โดยจัดฝึกอบรมโครงการนำร่องเพื่อเป็นต้นแบบให้แก่กลุ่มเกษตรกรจำนวน ๓ จังหวัด  ได้แก่ สุพรรณบุรี  ลำพูน  และขอนแก่น  เพื่อเป็นข้อมูลนำไปขยายผลการฝึกอบรมให้แก่กลุ่มเป้าหมายเกษตรกรและแรงงานที่ต้องการประกอบอาชีพในภาคเกษตรทั่วประเทศ ในปีงบประมาณ ๒๕๕๒  ดำเนินการฝึกอบรมให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ ๒๔ จังหวัด มีผู้ผ่านการฝึกอบรม จำนวน ๙๓๒ คน
                      -  โครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในชุมชนกลุ่มเป้าหมายชะลอการเลิกจ้าง  มีสถานประกอบกิจการได้รับการอนุมัติเข้าร่วมโครงการ  จำนวน  ๒๑๑  แห่ง  จาก 
๓๙  จังหวัด  พนักงานที่เข้ารับการอบรม  จำนวน  ๑๘,๕๙๖  คน  งบประมาณที่ได้รับอนุมัติ  จำนวน  ๑๘๗,๘๑๙,๖๐๐  บาท  และจัดฝึกอบรมหลักสูตรการเป็นผู้ประกอบการใหม่ (คาร์แคร์) ๓  รุ่น  ผู้เข้ารับการฝึกอบรม  จำนวน  ๕,๐๐๐  คน
                      -  โครงการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ชาว กทม.  โดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงแรงงาน  กรุงเทพมหานคร และธนาคารออมสิน จัดฝึกอาชีพเสริมจำนวน ๗ สาขา  โดยธนาคารออมสินสนับสนุนสินเชื่อในอัตราร้อยละ  ๖  ต่อปี  หรือคิดเป็นร้อยละ  ๕๐  สตางค์ต่อเดือน และการฝึกเพื่อสร้างรายได้ชาว กทม. ๒๕๙ คน
                  ๓)  เพิ่มทักษะฝีมือแรงงาน
                        โดยการฝึกอบรมแรงงาน / ฝึกอาชีพให้แก่ผู้ว่างงาน ตามโครงการ Rainbow Project ให้ความช่วยเหลือหาแหล่งงานใหม่และสร้างอาชีพใหม่ ให้มีทักษะฝีมือสอดคล้องกับความต้องการของ
ภาคธุรกิจ จำนวน  ๗  สาขาธุรกิจ  ได้แก่ ธุรกิจเฟรนไชส์   ธุรกิจพาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์ ธุรกิจขายตรง ธุรกิจการตลาดแบบตรง ธุรกิจสีเขียว ธุรกิจค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ และจัดหาแหล่งการค้าแห่งใหม่  
                         -  โครงการปั้นช่างสี ยกดีกรีฝีมือช่างไทย โดยกระทรวงแรงงานร่วมกับบริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดหลักสูตรเฉพาะทางมุ่งพัฒนาศักยภาพช่างสีไทยให้มีคุณภาพ มีเป้าหมายในการดำเนินงานระหว่างปี  ๒๕๕๒ – ๒๕๕๓  จำนวน  ๒,๑๗๐  คน 
                         -  พัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยวและบริการ  จำนวน ๒๘,๙๒๗  คน 
                 
        ๒. เร่งรัดพัฒนาและฝึกอบรมแรงงานทุกระดับให้มีความรู้  ทักษะ  ฝีมือ  และมาตรฐานสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีรองรับความต้องการของตลาดแรงงาน 
            (สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลด้านศาสนา สังคม การสาธารณสุข การศึกษา และวัฒนธรรม  : เพิ่มโอกาสการมีงานทำและพัฒนาประสิทธิภาพการคุ้มครองและสวัสดิการแรงงานทั้งระบบ

 

 

                         ส่งตัวแทนเยาวชนเข้าร่วมการแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ ครั้งที่ ๔๐  ณ เมืองคัลการี ประเทศแคนาดา ทีมเยาวชนไทยสามารถคว้าเหรียญทองระดับโลกมาได้ถึง ๒ เหรียญทอง ๒ เหรียญทองแดง   

                         นอกจากนี้ได้เร่งรัดปรับปรุงกฎหมาย “ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน  (ฉบับที่  ..)  พ.ศ. ....”  ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่  ๘  ธันวาคม  ๒๕๕๒  อนุมัติหลักการ ขณะนี้
อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 

        ๓.  ดำเนินการให้แรงงานทั้งในและนอกระบบให้ได้รับการคุ้มครองตามมาตรฐานแรงงานไทย โดยเฉพาะในด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน
            (สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลด้านศาสนา สังคม การสาธารณสุข การศึกษา และวัฒนธรรม  : เพิ่มโอกาสการมีงานทำและพัฒนาประสิทธิภาพการคุ้มครองและสวัสดิการแรงงานทั้งระบบ)     
            ๑) คุ้มครองแรงงานทั้งในและนอกระบบ  
            - แรงงานได้รับการคุ้มครองสิทธิตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน จำนวน ๕,๔๓๕,๙๓๗ คน 
            - ส่งเสริมพัฒนาและกำกับดูแลความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน จำนวน ๓๙,๙๙๔ แห่ง  ลูกจ้างที่เกี่ยวข้อง จำนวน ๒,๕๐๒,๒๘๐ คน  นอกจากนี้ได้จัดงานสัปดาห์ความปลอดภัยในการทำงานแห่งชาติ  ครั้งที่ ๒๓  โดยนายกรัฐมนตรี (นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ) ให้เกียรติมาเป็นประธานพิธีเปิดและกล่าวปาฐกถาหัวข้อ “กู้วิกฤตเศรษฐกิจด้วยแรงงานปลอดภัยและสุขภาพอนามัยดี”  พร้อมทั้งมอบรางวัลสถานประกอบกิจการดีเด่นด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานระดับประเทศ  และจัดโครงการรณรงค์ลดสถิติอุบัติเหตุจากการทำงานให้เป็นศูนย์  มีสถานประกอบกิจการผ่านการพิจารณาให้ได้รับรางวัล จำนวน ๓๒๖ แห่ง พร้อมทั้งเร่งติดตามร่างพระราชบัญญัติกฎหมายความปลอดภัย   อาชีวอนามัย  และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. ..  ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร                     
            - เร่งรัดปรับปรุงกฎหมาย “ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน พ.ศ. ....”  ให้มีผลใช้บังคับโดยเร็ว  ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร
            - ด้านแรงงานสัมพันธ์ ดำเนินการ “แรงงานสัมพันธ์เชิงรุก”  คือ ให้หน่วยงานกระทรวงแรงงานเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาแรงงานตั้งแต่เริ่มแรก รวมทั้งส่งเสริมระบบทวิภาคีในกิจการเอกชนและรัฐวิสาหกิจ  โดยได้ดำเนินการในสถานประกอบกิจการ ๒๐,๐๓๘ แห่ง  สถานประกอบกิจการที่เกิดข้อพิพาทและข้อขัดแย้งแรงงาน  จำนวน  ๒๖๐  แห่ง ลูกจ้างเกี่ยวข้อง  จำนวน  ๑๖๘,๓๘๙ คน สามารถไกล่เกลี่ยและ
ยุติปัญหาข้อพิพาทและข้อขัดแย้งแรงงาน  จำนวน  ๒๔๐  แห่ง ลูกจ้างเกี่ยวข้อง จำนวน  ๑๕๓,๙๒๐ คน นอกจากนี้ ยังได้สนับสนุนงบประมาณจำนวน ๓.๓ ล้านบาท สำหรับการจัดงานวันแรงงานแห่งชาติ ปี ๒๕๕๒
        กระทรวงแรงงานได้จัดฝึกอบรม/พัฒนาฝีมือให้แก่แรงงานทุกกลุ่มเป้าหมาย จำนวน ๔,๕๑๘,๓๕๕ คน  ดังนี้

    เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๒ โดยร่วมกับสภาองค์การนายจ้าง สภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงาน   และจัดพิธีมอบรางวัลสถานประกอบกิจการดีเด่นด้านแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการ  ประจำปี  ๒๕๕๒  โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีและประธานมอบรางวัล  มีสถานประกอบกิจการที่ได้รับรางวัล  จำนวน  ๔๘๓ แห่ง
                ๒)  พัฒนาระบบบริหารจัดการมาตรฐานแรงงานตามข้อกำหนดมาตรฐานแรงงานไทย (มรท.๘๐๐๑ – ๒๕๔๖) แก่สถานประกอบกิจการส่งออกและที่เกี่ยวเนื่องจำนวน ๑๓๐ แห่ง 

        ๔.  ส่งเสริมให้แรงงานไปทำงานต่างประเทศอย่างมีศักดิ์ศรีและมีคุณภาพชีวิตที่ดี
        (สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลด้านการต่างประเทศ  :  คุ้มครองและส่งเสริมสิทธิและผลประโยชน์ของคนไทย แรงงานไทย และภาคธุรกิจเอกชนไทยในต่างประเทศ และสนับสนุนการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนไทยในต่างประเทศ)
            กระทรวงแรงงาน ได้ดำเนินการ
            ๑) จัดส่งแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศ  จำนวน  ๒๑๕,๙๙๑  คน  มีรายได้เข้าประเทศ  ๕๗,๔๘๕  ล้านบาท  รัฐบาลขยายตลาดจัดส่งแบบรัฐต่อรัฐที่เกาหลีใต้ในระบบ  EPS  และส่งเสริมให้ใช้เงินกู้จากธนาคารของรัฐดอกเบี้ยต่ำ  ๕,๓๑๐  คน  เป็นเงิน  ๕๖๔  ล้านบาท
            ๒) คุ้มครองและส่งเสริมสิทธิและผลประโยชน์ของแรงงานไทย มีแรงงานไทยในต่างประเทศได้รับการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ จำนวน  ๔๗๐,๗๙๙  คน รายได้ส่งกลับประเทศ  จำนวน  ๔๖,๔๕๕.๐๗  ล้านบาท (เฉพาะพื้นที่เขตรับผิดชอบของสำนักงานแรงงานไทยในต่างประเทศ ๑๓ แห่ง) 
            ๓)  ดำเนินการเพื่อสร้างสัมพันธภาพและความร่วมมืออันดีกับองค์กรแรงงานระหว่างประเทศและกลุ่มประเทศที่กระทรวงแรงงานเป็นสมาชิก อาทิ การประชุมสมัยสามัญประจำปีองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO : International  Labour Organisation) สมัยที่ ๙๘ ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์  ประชุมเชิงปฏิบัติการแนวทางการสร้างความร่วมมือและพัฒนาระบบข้อมูลเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การใช้แรงงานเด็กในประเทศไทย  และการประชุมและเจรจาความร่วมมือระหว่างประเทศทั้งในและต่างประเทศ ๓๙ การประชุม 

        ๕. การจัดระบบการจ้างแรงงานต่างด้าวให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคการผลิต ไม่กระทบต่อการจ้างแรงงานไทยและความมั่นคงของประเทศ
            (สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลด้านความมั่นคงของรัฐ  :  แก้ไขปัญหาแรงงานอพยพเข้าเมือง   ทั้งระบบเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคง
            กระทรวงแรงงานได้เร่งรัดดำเนินการจัดระบบการจ้างแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา ปี ๒๕๕๒  ดังนี้
            - การต่ออายุใบอนุญาตทำงาน ปี  ๒๕๕๒ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม  ๒๕๕๐  และการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๒ มติคณะรัฐมนตรี  เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๕๒ และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๒  จำนวน  ๑,๓๑๐,๖๙๐ คน  (พม่า จำนวน ๑,๐๗๖,๑๑๐ คน ลาว จำนวน ๑๑๐,๔๐๖ คน และกัมพูชา จำนวน  ๑๒๔,๑๗๔  คน)

            ต่ออายุใบอนุญาตทำงานแรงงานต่างด้าวตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๘  ธันวาคม  ๒๕๕๐ จำนวน ๓๘๒,๕๔๑  คน  (พม่า  จำนวน  ๓๗๐,๗๑๑  คน  ลาว  จำนวน  ๕,๗๐๐  คน และ กัมพูชา  จำนวน  ๖,๑๓๐  คน)
            ขอรับใบอนุญาตทำงานตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๒ มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๘  กรกฎาคม  ๒๕๕๒  และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๓  พฤศจิกายน  ๒๕๕๒  จำนวน  ๑,๐๕๙,๕๘๗  คน  (พม่า  จำนวน  ๗๙๘,๓๙๙  คน  ลาว  จำนวน  ๑๒๑,๗๐๖  คน และกัมพูชา  จำนวน  ๑๑๘,๐๔๔  คน)
             - ดำเนินการพิสูจน์สัญชาติเพื่อเปลี่ยนสถานะแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองให้เป็นแรงงานที่เข้าเมืองโดยถูกกฎหมายโดยมีแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองที่ได้รับการพิสูจน์สัญชาติ จำนวน  ๑๒๔,๑๗๖  คน  (ลาว  จำนวน  ๕๘,๔๓๐  คน  กัมพูชา  จำนวน  ๕๙,๒๓๘  คน  พม่า  จำนวน  ๖,๕๐๘  คน)  และมีการนำเข้าแรงงานต่างด้าวอย่างถูกกฎหมายแล้ว  จำนวน  ๒๗,๑๘๗  คน  (ลาว  จำนวน  ๑๑,๙๕๗  คน  กัมพูชา  จำนวน  ๑๕,๒๓๐  คน)  เป็นการดำเนินการในปีงบประมาณ  ๒๕๕๒  -  ปัจจุบัน  จำนวน  ๑๔,๒๑๒ คน จำแนกเป็นสัญชาติพม่า จำนวน ๖,๕๐๘ คน สัญชาติลาว จำนวน ๒,๑๐๔ คน สัญชาติกัมพูชา ๘,๕๗๓ คน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ได้มีการพิสูจน์สัญชาติแรงงานพม่าในสมัยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน  (นายไพฑูรย์   แก้วทอง)
             -  สำหรับการนำแรงงานต่างด้าวจากประเทศลาว และกัมพูชา เข้ามาทำงานโดยถูกกฎหมาย เพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงที่รัฐบาลไทยได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการจ้างแรงงาน (Memorandum of Understanding : MOU) กับประเทศพม่า ลาว และกัมพูชา  ในปีงบประมาณ ๒๕๕๒ จำนวน ๒๗,๑๘๗ คน จำแนกเป็นสัญชาติลาว จำนวน ๑๑,๙๕๗ คน สัญชาติกัมพูชา จำนวน ๑๕,๒๓๐ คน 

    ๖. ส่งเสริมการมีงานทำของผู้สูงอายุและคนพิการ
                (สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลด้านศาสนา สังคม การสาธารณสุข การศึกษา และวัฒนธรรม  : เพิ่มโอกาสการมีงานทำและพัฒนาประสิทธิภาพการคุ้มครองและสวัสดิการแรงงานทั้งระบบ
            ๑)  ผู้สูงอายุ  ส่งเสริมการมีงานทำให้ผู้สูงอายุ จำนวน ๕,๑๘๓ คน  
            ๒)  คนพิการ  จัดบริการจัดหางาน ประสานนายจ้าง/สถานประกอบกิจการที่ต้องการ
คนพิการเข้าทำงาน ส่งเสริมการประกอบอาชีพอิสระ มีผู้รับบริการ จำนวน ๒,๘๔๔ คน  (เป็นการจ้างคนพิการเข้าทำงานในหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่กรมการจัดหางาน  และสำนักงานประกันสังคม  จำนวน  ๑๙๖  คน)

    ๗. ปฏิรูประบบประกันสังคมให้มีความเข้มแข็งมั่นคง
                    (สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลด้านศาสนา สังคม การสาธารณสุข การศึกษา และวัฒนธรรม  : เพิ่มโอกาสการมีงานทำและพัฒนาประสิทธิภาพการคุ้มครองและสวัสดิการแรงงานทั้งระบบ
             ๑)  การให้ความคุ้มครองประกันสังคมแก่ผู้ประกันตน  มีสถานประกอบกิจการในความรับผิดชอบจำนวน ๓๘๘,๔๑๘ แห่ง ผู้ประกันตนทั้งหมด  จำนวน ๙.๒๗๐  ล้านคน 
             ๒) จ่ายสิทธิประโยชน์จากเหตุไม่เนื่องจากการทำงาน (กองทุนประกันสังคม)  จำนวน ๓๐.๒๗ ล้านราย จ่ายสิทธิประโยชน์จากเหตุเนื่องจากการทำงาน (กองทุนเงินทดแทน)   จำนวน  ๑๔๙,๔๓๙ ราย 
             ๓) ขยายสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ประกันตนในการบำบัดทดแทนไต โดยเริ่มประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒  ปรับปรุงสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนตามมาตรา  ๔๐  ให้ได้รับประโยชน์ทดแทนเพิ่มขึ้น  ๒  กรณี  คือ  เงินทดแทนการขาดรายได้กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย  และกรณีชราภาพ  และเปลี่ยนหลักเกณฑ์การจ่ายเงินสมทบจากรายปี  ๆ ละ  ๓,๓๖๐  บาท  เป็นรายเดือน ๆ ละ   ๒๘๐  บาท  (คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่  ๘  ธันวาคม  ๒๕๕๒  เห็นชอบในหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายเงินสมทบ  ประเภทของประโยชน์ทดแทน  ตลอดจนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขแห่งสิทธิในการรับประโยชน์ทดแทนของผู้ประกันตนตามมาตรา  ๔๐  พ.ศ. ....)  และการขยายความคุ้มครองประกันสังคมแก่คู่สมรสและบุตรของผู้ประกันตน  ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
             ๔) เร่งรัดปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....  (คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่  ๕  สิงหาคม  ๒๕๕๒  เห็นชอบในหลักการ  ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา)  และร่างพระราชบัญญัติเงินทดแทน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ...  (คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ ๑ กันยายน  ๒๕๕๒ เห็นชอบในหลักการ  ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของ)คณะกรรมการประสานงานด้านนิติบัญญัติ)  ให้มีผลใช้บังคับโดยเร็ว

    ๘.      นโยบายด้านความมั่นคงของรัฐ : เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์และเผยแพร่ขยายผลแนวพระราชดำริ
        กระทรวงแรงงาน ได้จัดทำโครงการ / กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ ๘๒ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๒ เพื่อเทิดพระเกียรติ และสนับสนุนการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๒ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๒  ประกอบด้วย โครงการ/กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ ฯ จำนวน ๘ โครงการ  ได้แก่ ๑) เครือข่ายแรงงานไทย รวมพลังร้อยใจคืนชีวิตใหม่ คืนแผ่นดินถวายพ่อหลวงด้วยการปลูกป่าชายเลน  ๒) ร่วมใจสร้างแบรนด์ ร่วมแรงสร้างอาชีพ (MOBILE ๒๔) เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๘๒ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๒  เพื่อสร้างงานสร้างอาชีพ สร้างแบรนด์ใหม่ และการสนับสนุนเงินทุนให้ผู้ประสงค์จะประกอบอาชีพ ๓) ทาสีที่สาธารณะประโยชน์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๘๒ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๒ โดยดำเนินการร่วมกับเอกชน และประชาชนทั่วไป ร่วมกันทาสีที่สาธารณประโยชน์เพื่อให้เกิดความสวยงาม   ซึ่งจะดำเนินการในทุกจังหวัดทั่วประเทศ  ๔) ฝึกอาชีพให้แก่เยาวชน ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๘๒ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๒  โดยจะดำเนินการจัดฝึกอาชีพที่เหมาะสมกับท้องถิ่นให้แก่เยาวชนในพื้นที่ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้  ๕) แรงงานไทยร่วมใจถวายสัตย์ ปฏิบัติธรรม น้อมนำถวายแด่องค์พ่อหลวงของปวงประชา  เพื่อให้ข้าราชการ  นายจ้าง เจ้าของสถานประกอบกิจการ ลูกจ้าง  สหภาพแรงงาน  พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเครือข่ายการทำงาน ร่วมปฏิบัติธรรมน้อมนำหลักคำสอนเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจในการดำเนินชีวิต   ดำเนินการในทุกจังหวัดทั่วประเทศ   ๖) กระทรวงแรงงานสู่ผู้ประกันตน รวมพลทำดี ถวายในหลวง  โดยจะจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ความรู้เกี่ยวกับประกันสังคมและการรักษาสุขภาพแก่นายจ้าง ลูกจ้าง และผู้ประกันตน รวมทั้งรณรงค์ให้ร่วมบริจาคโลหิตเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ๗) โครงการสถานีมอเตอร์ไซค์ น้ำใจงาม ขับขี่ปลอดภัย  ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เนื่องในโอกาสพระชนมพรรษา  ๘๔  พรรษา  เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับผู้ใช้บริการรถจักรยานยนต์รับจ้าง ปัจจุบันได้ดำเนินการแล้ว  จำนวน  ๖๐  สถานี ใน  ๕๐  เขตพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร  และ ๘)  ร่วมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๘๒ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๒   ระหว่างวันที่ ๓ – ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๒  ในรูปแบบของไตรภาคีโดยมีองค์กรนายจ้าง องค์กรลูกจ้าง  สมาพันธ์รัฐวิสาหกิจดำเนินการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ ร่วมกัน  ประกอบด้วย ๔ กิจกรรมหลัก คือ  ๑) การจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติฯ ตามพระราชสมัญญา “พระบิดาแห่งมาตรฐานการช่างไทย”  อันแสดงถือพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถของพระองค์ท่านในด้านการช่าง ๒) การจัดกิจกรรมฝึกอาชีพ และสาธิตการประกอบอาชีพอิสระ  ๓) การจัดจำหน่ายสินค้าราคาถูกการกุศล เพื่อนำรายได้ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว   ๔) การจัดกิจกรรมมหรสพบันเทิง เช่น การแสดงดนตรี  การร้องเพลงพระราชนิพนธ์  การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย  


บทส่งท้าย


                ผลการดำเนินงานของกระทรวงแรงงานในรอบ  ๑  ปี  ของกระทรวงแรงงาน  (๓๐  ธันวาคม  ๒๕๕๑  -  ๓๐  ธันวาคม  ๒๕๕๒)  สามารถสำเร็จได้ตามภารกิจหลักด้านแรงงานและเป้าหมายที่วางไว้อย่างเป็นรูปธรรม  โดยเฉพาะการนำมาตรการ  ๓  ลด  ๓  เพิ่ม  มาใช้ในการแก้ไขปัญหาด้านแรงงานอันเนื่องมาจากผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกได้อย่างครอบคลุมทุกมิติด้านแรงงาน  ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งในการช่วยลดอัตราการว่างงาน  และสร้างงานสร้างอาชีพให้กับแรงงาน  ขณะเดียวกันกระทรวงแรงงานได้ให้ความช่วยเหลือกำลังแรงงานกลุ่มต่าง ๆ อย่างครอบคลุมและทั่วถึง  ได้แก่  ผู้ถูกเลิกจ้าง  ผู้ว่างงาน  ผู้ประสบภัย  นักเรียน  นักศึกษาที่อยู่ระหว่างการศึกษาและจบการศึกษา  แรงงานนอกระบบ   ผู้สูงอายุ  คนพิการ แรงงานต่างด้าว  และประชาชนทั่วไป  ผลสำเร็จของการดำเนินงานดังกล่าว  คือ  แรงงานมีความรู้  ความสามารถ  ทักษะฝีมือในการทำงานที่สอดคล้องกับความต้องการในระดับมาตรฐานสากล  เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ  ทำให้แรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี  มีความมั่นคงในการทำงาน  ซึ่งผลสำเร็จของการดำเนินงานดังกล่าวเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือและการบูรณาการการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภายในสังกัดกระทรวงแรงงานและหน่วยงานภายนอกทั้งภาครัฐ  เอกชน  องค์กรด้านแรงงานของผู้ใช้แรงงานและนายจ้างในการมีส่วนร่วมในการพัฒนาแรงงานเพื่อประโยชน์แก่ผู้ใช้แรงงานอย่างแท้จริง

 สำนักงานปลัดกระทรวง
สำนักตรวจและประเมินผล
กลุ่มงานวิเคราะห์และประเมินผล
๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓