|
ที่มา ๑. สำนักงานสถิติแห่งชาติ (ตัวเลขจำนวนคนว่างงาน ม.ค. – พ.ย. ๕๒)
๒. กรมการจัดหางาน (ตัวเลขจำนวนคนว่างงาน ประมาณการ ธ.ค. ๕๒)
๒. ผลการดำเนินการสำคัญตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
(นายไพฑูรย์ แก้วทอง)
สรุปได้ ดังนี้
๑. การเร่งรัดดำเนินการป้องกันการเลิกจ้าง การว่างงาน และการสร้างงานใหม่เพิ่มเติม
(สอดคล้องกับนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล)
กระทรวงแรงงาน ได้ดำเนินการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ถูกเลิกจ้าง และผู้ว่างงานอันเนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจ โดยได้กำหนดนโยบาย/มาตรการป้องกันและบรรเทาปัญหาการเลิกจ้างและการว่างงาน และดำเนินงานในเรื่องต่าง ๆ ภายใต้กรอบมาตรการ ๓ ลด ๓ เพิ่ม (มาตรการ ๓ ลด ได้แก่ ลดการเลิกจ้าง ลดการเคลื่อนย้ายแรงงาน ลดค่าครองชีพของลูกจ้างและผู้ว่างงาน มาตรการ ๓ เพิ่ม ได้แก่ เพิ่มการจ้างงานและตำแหน่งงาน เพิ่มทางเลือกในการประกอบอาชีพ เพิ่มทักษะฝีมือแรงงาน) มีผลการดำเนินงานโดยสรุป ดังนี้
มาตรการ ๓ ลด
๑) ลดการเลิกจ้าง
- ดำเนินการให้ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เป็นเงินจำนวน ๒,๕๙๔.๑๕ ล้านบาท ลูกจ้างได้รับประโยชน์ จำนวน ๗๖,๒๗๒ คน
- ตั้งคณะทำงานป้องกันและแก้ไขปัญหาการเลิกจ้างขึ้นในทุกจังหวัด เพื่อร่วมกันเฝ้าระวัง ในพื้นที่และให้ความช่วยเหลือสถานประกอบการและลูกจ้างได้อย่างทันท่วงที
- โครงการสินเชื่อชะลอการเลิกจ้างแรงงาน วงเงิน ๖,๐๐๐ ล้านบาท โดยกระทรวงแรงงานได้ลงนามความร่วมมือกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย เพื่อให้สินเชื่อแก่สถานประกอบกิจการในระบบประกันสังคมในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เป้าหมาย ผู้ประกันตน ๖๐,๐๐๐ คน ยังคงมีงานทำต่อเนื่อง สถานประกอบกิจการที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อ ๕๒๓ ราย ๘๐๕ สัญญา วงเงินที่อนุมัติสินเชื่อ ๑๓,๔๔๘.๖๒ ล้านบาท สามารถชะลอการเลิกจ้างลูกจ้างได้ ๑๓,๕๒๐ ราย
- โครงการสร้างโอกาสเข้าสู่ที่ดินทำกินรองรับแรงงานที่ถูกเลิกจ้าง กระทรวงแรงงาน ได้จัดทำข้อตกลงความร่วมมือ เรื่อง การสร้างโอกาสเข้าสู่ที่ดินทำกินรองรับแรงงานที่ถูกเลิกจ้าง กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เพื่อช่วยเหลือผู้ถูกเลิกจ้าง
ที่ประสงค์จะเปลี่ยนอาชีพใหม่เป็นเกษตรกรได้มีที่ดินทำกินและประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพ ทั้งนี้ ส.ป.ก. ได้กำหนดพื้นที่รองรับแรงงานที่ถูกเลิกจ้างประมาณ ๒,๖๑๗ ไร่ ๒๒ จังหวัด มีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการจำนวนทั้งสิ้น ๓,๔๖๐ คน และได้มีการจัดปฐมนิเทศผู้สมัครเข้าร่วมโครงการมีผู้เข้ารับการปฐมนิเทศแล้ว จำนวน ๑,๖๔๙ คน ปัจจุบันมีผู้ยื่นใบสมัครแล้ว ๒๗๔ ราย
๒) ลดการเคลื่อนย้ายแรงงาน
กระทรวงแรงงาน ได้ดำเนินโครงการจ้างงานเร่งด่วนและเพิ่มทักษะฝีมือในการประกอบอาชีพแก่ผู้ประสบภัย โดยจ้างงานผู้ประสบภัยทำงานเกี่ยวกับสาธารณประโยชน์ต่างๆในพื้นที่โดยไม่ต้องเคลื่อนย้ายมาทำงานในเมือง จำนวน ๑๘๓,๖๔๔ คน รวมถึงการให้ทุนประกอบอาชีพแก่ผู้ประกันตน ที่ถูกเลิกจ้างตามโครงการกู้วิกฤตแรงงานไทยคืนถิ่น วงเงิน ๔,๐๐๐ ล้านบาท โดยได้ลงนามความร่วมมือ
กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) เพื่อให้สินเชื่อประกอบอาชีพอิสระอัตราดอกเบี้ยต่ำ มีผู้ได้รับอนุมัติสินเชื่อแล้ว จำนวน ๒๐ ราย วงเงิน ๘๓๗,๐๐๐ บาท
๓) ลดค่าครองชีพลูกจ้างและผู้ว่างงาน
กระทรวงแรงงาน ได้ดำเนินการ
- โครงการ “เช็คช่วยชาติ” เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพแก่ผู้ประกันตน โดยได้จ่าย “เช็คช่วยชาติ” ให้ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมที่มีรายได้ต่ำกว่า เดือนละ ๑๕,๐๐๐ บาท โดยมีผลการเบิกจ่าย
“เช็คช่วยชาติ” ณ เดือนธันวาคม ๒๕๕๒ จำนวน ๑๕,๗๙๐.๙๔ ล้านบาท หรือร้อยละ ๙๖.๗๗ ของวงเงินรวม ๑๖,๓๑๘ ล้านบาท
- ขยายระยะเวลาการได้รับเงินประโยชน์ทดแทนกรณีถูกเลิกจ้าง จากเดิมไม่เกิน ๑๘๐ วันเป็นไม่เกิน ๒๔๐ วัน โดยให้ความคุ้มครองผู้ถูกเลิกจ้างระหว่างวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๑ – ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๒ ตามหลักเกณฑ์และอัตราการได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเฉพาะผู้ประกันตนที่ถูกเลิกจ้างในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ พ.ศ. ๒๕๕๒ ผู้ได้รับประโยชน์ ๗๘,๓๒๖ ราย เป็นเงิน ๒,๔๔๗.๕๒ ล้านบาท
- การจัดสวัสดิการแรงงานในสถานประกอบกิจการ ๑๖,๘๒๗ แห่ง ลูกจ้างที่เกี่ยวข้อง ๑,๕๘๔,๑๙๐ คน
- การลดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคม โดยให้ลดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคม สำหรับประโยชน์ทดแทนกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ทุพพลภาพ ตาย คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร และชราภาพ เฉพาะในส่วนของนายจ้าง และผู้ประกันตน จากร้อยละ ๕ เหลือร้อยละ ๓ ของค่าจ้าง (ลดลงร้อยละ ๒) โดยให้มีผลใช้บังคับจนถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๒ ส่วนรัฐบาล ยังคงจ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคมในอัตราเดิม คือร้อยละ ๒.๗๕ ของค่าจ้าง
มาตรการ ๓ เพิ่ม
๑) เพิ่มการจ้างงานและตำแหน่งงาน
กระทรวงแรงงานได้มีการดำเนินการในด้านต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการจ้างงานให้มากขึ้นผลการดำเนินงานทำให้ประชาชนผู้มารับบริการมีงานทำดังนี้
- จัดหาตำแหน่งงานว่าง จำนวน ๑๒๖,๑๓๔ อัตรา บรรจุงานให้ผู้ว่างงานและผู้ถูกเลิกจ้าง
ที่ลงทะเบียนผู้ประกันตนกรณีว่างงาน จำนวน ๓๙๖,๐๕๓ คน
|
|
|
- จัดงานนัดพบแรงงาน เพื่อช่วยเหลือผู้ถูกเลิกจ้าง / ผู้ว่างงานให้มีงานทำ ตลอดจนเปิดโอกาสให้ผู้สำเร็จการศึกษาใหม่ได้มีโอกาสเข้าสู่ตลาดแรงงาน ประชาชนในทุกพื้นที่ได้มีโอกาสสมัครงานกับนายจ้างโดยตรง ผู้สมัครงานมาใช้บริการ จำนวน ๓๑๐,๑๖๕ คน
- ให้บริการจัดหางานเชิงรุกโดยจัดให้มีรถบริการจัดหางานเคลื่อนที่ (Mobile Unit)
ณ จุดที่มีการเลิกจ้างหรือตามชุมชนที่มีผู้ว่างงาน มีผู้เข้าร่วมโครงการ จำนวน ๑๖๐,๙๙๔ คน
- โครงการจ้างบัณฑิตอาสา โดยจ้างบัณฑิตอาสาสมัครในพื้นที่ ๓ จังหวัดภาคใต้ คือจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส และ ๔ อำเภอของจังหวัดสงขลา ได้แก่ อำเภอจะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย จำนวน ๒๙๔ คน
- รับลงทะเบียนผู้ประสงค์ฝึกอาชีพโครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงาน เพื่อสร้างมูล
ค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในชุมชน (ต้นกล้าอาชีพ) โดยผ่านสำนักงานจัดหางานจังหวัด และสำนักจัดหางานกรุงเทพเขตพื้นที่ ๑ - ๑๐ จำนวน ๖๔,๑๗๕ คน
๒) เพิ่มทางเลือกในการประกอบอาชีพ
กระทรวงแรงงาน ได้ดำเนินการฝึกอาชีพใหม่ ๆ ให้มากขึ้นตามความต้องการของตลาดแรงงาน และเพิ่มทางเลือกใหม่ในการประกอบอาชีพ อาทิ การสร้างอาชีพใหม่ให้คนว่างงาน มีคนว่างงานและประชาชนทั่วไปได้รับการฝึก จำนวน ๓,๖๖๓ คน
- พัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ แก่แรงงานที่ทำงานแล้ว/ถูกเลิกจ้าง เพื่อพัฒนา/ฝึกทักษะฝีมือเพิ่มขึ้นหรือต้องการปรับเปลี่ยนอาชีพให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาคการผลิตและบริการ มีผู้เข้ารับการฝึก จำนวน ๘๒,๓๘๙ คน
- พัฒนา / ส่งเสริมการประกอบอาชีพอิสระ เพื่อให้แรงงานได้รับการพัฒนาศักยภาพ มีทางเลือกและโอกาสในการประกอบอาชีพอิสระตามความต้องการและมีรายได้ มีผู้เข้ารับการฝึก ๘,๓๑๗ คน
- พัฒนาฝีมือแรงงานภาคเกษตรในชนบท โดยจัดฝึกอบรมโครงการนำร่องเพื่อเป็นต้นแบบให้แก่กลุ่มเกษตรกรจำนวน ๓ จังหวัด ได้แก่ สุพรรณบุรี ลำพูน และขอนแก่น เพื่อเป็นข้อมูลนำไปขยายผลการฝึกอบรมให้แก่กลุ่มเป้าหมายเกษตรกรและแรงงานที่ต้องการประกอบอาชีพในภาคเกษตรทั่วประเทศ ในปีงบประมาณ ๒๕๕๒ ดำเนินการฝึกอบรมให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ ๒๔ จังหวัด มีผู้ผ่านการฝึกอบรม จำนวน ๙๓๒ คน
- โครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในชุมชนกลุ่มเป้าหมายชะลอการเลิกจ้าง มีสถานประกอบกิจการได้รับการอนุมัติเข้าร่วมโครงการ จำนวน ๒๑๑ แห่ง จาก
๓๙ จังหวัด พนักงานที่เข้ารับการอบรม จำนวน ๑๘,๕๙๖ คน งบประมาณที่ได้รับอนุมัติ จำนวน ๑๘๗,๘๑๙,๖๐๐ บาท และจัดฝึกอบรมหลักสูตรการเป็นผู้ประกอบการใหม่ (คาร์แคร์) ๓ รุ่น ผู้เข้ารับการฝึกอบรม จำนวน ๕,๐๐๐ คน
- โครงการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ชาว กทม. โดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงแรงงาน กรุงเทพมหานคร และธนาคารออมสิน จัดฝึกอาชีพเสริมจำนวน ๗ สาขา โดยธนาคารออมสินสนับสนุนสินเชื่อในอัตราร้อยละ ๖ ต่อปี หรือคิดเป็นร้อยละ ๕๐ สตางค์ต่อเดือน และการฝึกเพื่อสร้างรายได้ชาว กทม. ๒๕๙ คน
๓) เพิ่มทักษะฝีมือแรงงาน
โดยการฝึกอบรมแรงงาน / ฝึกอาชีพให้แก่ผู้ว่างงาน ตามโครงการ Rainbow Project ให้ความช่วยเหลือหาแหล่งงานใหม่และสร้างอาชีพใหม่ ให้มีทักษะฝีมือสอดคล้องกับความต้องการของ
ภาคธุรกิจ จำนวน ๗ สาขาธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจเฟรนไชส์ ธุรกิจพาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์ ธุรกิจขายตรง ธุรกิจการตลาดแบบตรง ธุรกิจสีเขียว ธุรกิจค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ และจัดหาแหล่งการค้าแห่งใหม่
- โครงการปั้นช่างสี ยกดีกรีฝีมือช่างไทย โดยกระทรวงแรงงานร่วมกับบริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดหลักสูตรเฉพาะทางมุ่งพัฒนาศักยภาพช่างสีไทยให้มีคุณภาพ มีเป้าหมายในการดำเนินงานระหว่างปี ๒๕๕๒ – ๒๕๕๓ จำนวน ๒,๑๗๐ คน
- พัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยวและบริการ จำนวน ๒๘,๙๒๗ คน
๒. เร่งรัดพัฒนาและฝึกอบรมแรงงานทุกระดับให้มีความรู้ ทักษะ ฝีมือ และมาตรฐานสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีรองรับความต้องการของตลาดแรงงาน
(สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลด้านศาสนา สังคม การสาธารณสุข การศึกษา และวัฒนธรรม : เพิ่มโอกาสการมีงานทำและพัฒนาประสิทธิภาพการคุ้มครองและสวัสดิการแรงงานทั้งระบบ)

ส่งตัวแทนเยาวชนเข้าร่วมการแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ ครั้งที่ ๔๐ ณ เมืองคัลการี ประเทศแคนาดา ทีมเยาวชนไทยสามารถคว้าเหรียญทองระดับโลกมาได้ถึง ๒ เหรียญทอง ๒ เหรียญทองแดง
นอกจากนี้ได้เร่งรัดปรับปรุงกฎหมาย “ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....” ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๕๒ อนุมัติหลักการ ขณะนี้
อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
๓. ดำเนินการให้แรงงานทั้งในและนอกระบบให้ได้รับการคุ้มครองตามมาตรฐานแรงงานไทย โดยเฉพาะในด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน
(สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลด้านศาสนา สังคม การสาธารณสุข การศึกษา และวัฒนธรรม : เพิ่มโอกาสการมีงานทำและพัฒนาประสิทธิภาพการคุ้มครองและสวัสดิการแรงงานทั้งระบบ)
๑) คุ้มครองแรงงานทั้งในและนอกระบบ
- แรงงานได้รับการคุ้มครองสิทธิตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน จำนวน ๕,๔๓๕,๙๓๗ คน
- ส่งเสริมพัฒนาและกำกับดูแลความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน จำนวน ๓๙,๙๙๔ แห่ง ลูกจ้างที่เกี่ยวข้อง จำนวน ๒,๕๐๒,๒๘๐ คน นอกจากนี้ได้จัดงานสัปดาห์ความปลอดภัยในการทำงานแห่งชาติ ครั้งที่ ๒๓ โดยนายกรัฐมนตรี (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ให้เกียรติมาเป็นประธานพิธีเปิดและกล่าวปาฐกถาหัวข้อ “กู้วิกฤตเศรษฐกิจด้วยแรงงานปลอดภัยและสุขภาพอนามัยดี” พร้อมทั้งมอบรางวัลสถานประกอบกิจการดีเด่นด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานระดับประเทศ และจัดโครงการรณรงค์ลดสถิติอุบัติเหตุจากการทำงานให้เป็นศูนย์ มีสถานประกอบกิจการผ่านการพิจารณาให้ได้รับรางวัล จำนวน ๓๒๖ แห่ง พร้อมทั้งเร่งติดตามร่างพระราชบัญญัติกฎหมายความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. .. ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร
- เร่งรัดปรับปรุงกฎหมาย “ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน พ.ศ. ....” ให้มีผลใช้บังคับโดยเร็ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร
- ด้านแรงงานสัมพันธ์ ดำเนินการ “แรงงานสัมพันธ์เชิงรุก” คือ ให้หน่วยงานกระทรวงแรงงานเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาแรงงานตั้งแต่เริ่มแรก รวมทั้งส่งเสริมระบบทวิภาคีในกิจการเอกชนและรัฐวิสาหกิจ โดยได้ดำเนินการในสถานประกอบกิจการ ๒๐,๐๓๘ แห่ง สถานประกอบกิจการที่เกิดข้อพิพาทและข้อขัดแย้งแรงงาน จำนวน ๒๖๐ แห่ง ลูกจ้างเกี่ยวข้อง จำนวน ๑๖๘,๓๘๙ คน สามารถไกล่เกลี่ยและ
ยุติปัญหาข้อพิพาทและข้อขัดแย้งแรงงาน จำนวน ๒๔๐ แห่ง ลูกจ้างเกี่ยวข้อง จำนวน ๑๕๓,๙๒๐ คน นอกจากนี้ ยังได้สนับสนุนงบประมาณจำนวน ๓.๓ ล้านบาท สำหรับการจัดงานวันแรงงานแห่งชาติ ปี ๒๕๕๒
กระทรวงแรงงานได้จัดฝึกอบรม/พัฒนาฝีมือให้แก่แรงงานทุกกลุ่มเป้าหมาย จำนวน ๔,๕๑๘,๓๕๕ คน ดังนี้
เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๒ โดยร่วมกับสภาองค์การนายจ้าง สภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงาน และจัดพิธีมอบรางวัลสถานประกอบกิจการดีเด่นด้านแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการ ประจำปี ๒๕๕๒ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีและประธานมอบรางวัล มีสถานประกอบกิจการที่ได้รับรางวัล จำนวน ๔๘๓ แห่ง
๒) พัฒนาระบบบริหารจัดการมาตรฐานแรงงานตามข้อกำหนดมาตรฐานแรงงานไทย (มรท.๘๐๐๑ – ๒๕๔๖) แก่สถานประกอบกิจการส่งออกและที่เกี่ยวเนื่องจำนวน ๑๓๐ แห่ง
๔. ส่งเสริมให้แรงงานไปทำงานต่างประเทศอย่างมีศักดิ์ศรีและมีคุณภาพชีวิตที่ดี
(สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลด้านการต่างประเทศ : คุ้มครองและส่งเสริมสิทธิและผลประโยชน์ของคนไทย แรงงานไทย และภาคธุรกิจเอกชนไทยในต่างประเทศ และสนับสนุนการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนไทยในต่างประเทศ)
กระทรวงแรงงาน ได้ดำเนินการ
๑) จัดส่งแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศ จำนวน ๒๑๕,๙๙๑ คน มีรายได้เข้าประเทศ ๕๗,๔๘๕ ล้านบาท รัฐบาลขยายตลาดจัดส่งแบบรัฐต่อรัฐที่เกาหลีใต้ในระบบ EPS และส่งเสริมให้ใช้เงินกู้จากธนาคารของรัฐดอกเบี้ยต่ำ ๕,๓๑๐ คน เป็นเงิน ๕๖๔ ล้านบาท
๒) คุ้มครองและส่งเสริมสิทธิและผลประโยชน์ของแรงงานไทย มีแรงงานไทยในต่างประเทศได้รับการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ จำนวน ๔๗๐,๗๙๙ คน รายได้ส่งกลับประเทศ จำนวน ๔๖,๔๕๕.๐๗ ล้านบาท (เฉพาะพื้นที่เขตรับผิดชอบของสำนักงานแรงงานไทยในต่างประเทศ ๑๓ แห่ง)
๓) ดำเนินการเพื่อสร้างสัมพันธภาพและความร่วมมืออันดีกับองค์กรแรงงานระหว่างประเทศและกลุ่มประเทศที่กระทรวงแรงงานเป็นสมาชิก อาทิ การประชุมสมัยสามัญประจำปีองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO : International Labour Organisation) สมัยที่ ๙๘ ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประชุมเชิงปฏิบัติการแนวทางการสร้างความร่วมมือและพัฒนาระบบข้อมูลเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การใช้แรงงานเด็กในประเทศไทย และการประชุมและเจรจาความร่วมมือระหว่างประเทศทั้งในและต่างประเทศ ๓๙ การประชุม
๕. การจัดระบบการจ้างแรงงานต่างด้าวให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคการผลิต ไม่กระทบต่อการจ้างแรงงานไทยและความมั่นคงของประเทศ
(สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลด้านความมั่นคงของรัฐ : แก้ไขปัญหาแรงงานอพยพเข้าเมือง ทั้งระบบเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคง)
กระทรวงแรงงานได้เร่งรัดดำเนินการจัดระบบการจ้างแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา ปี ๒๕๕๒ ดังนี้
- การต่ออายุใบอนุญาตทำงาน ปี ๒๕๕๒ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๐ และการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๒ มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๕๒ และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ จำนวน ๑,๓๑๐,๖๙๐ คน (พม่า จำนวน ๑,๐๗๖,๑๑๐ คน ลาว จำนวน ๑๑๐,๔๐๖ คน และกัมพูชา จำนวน ๑๒๔,๑๗๔ คน)
ต่ออายุใบอนุญาตทำงานแรงงานต่างด้าวตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๐ จำนวน ๓๘๒,๕๔๑ คน (พม่า จำนวน ๓๗๐,๗๑๑ คน ลาว จำนวน ๕,๗๐๐ คน และ กัมพูชา จำนวน ๖,๑๓๐ คน)
ขอรับใบอนุญาตทำงานตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๒ มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๕๒ และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ จำนวน ๑,๐๕๙,๕๘๗ คน (พม่า จำนวน ๗๙๘,๓๙๙ คน ลาว จำนวน ๑๒๑,๗๐๖ คน และกัมพูชา จำนวน ๑๑๘,๐๔๔ คน)
- ดำเนินการพิสูจน์สัญชาติเพื่อเปลี่ยนสถานะแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองให้เป็นแรงงานที่เข้าเมืองโดยถูกกฎหมายโดยมีแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองที่ได้รับการพิสูจน์สัญชาติ จำนวน ๑๒๔,๑๗๖ คน (ลาว จำนวน ๕๘,๔๓๐ คน กัมพูชา จำนวน ๕๙,๒๓๘ คน พม่า จำนวน ๖,๕๐๘ คน) และมีการนำเข้าแรงงานต่างด้าวอย่างถูกกฎหมายแล้ว จำนวน ๒๗,๑๘๗ คน (ลาว จำนวน ๑๑,๙๕๗ คน กัมพูชา จำนวน ๑๕,๒๓๐ คน) เป็นการดำเนินการในปีงบประมาณ ๒๕๕๒ - ปัจจุบัน จำนวน ๑๔,๒๑๒ คน จำแนกเป็นสัญชาติพม่า จำนวน ๖,๕๐๘ คน สัญชาติลาว จำนวน ๒,๑๐๔ คน สัญชาติกัมพูชา ๘,๕๗๓ คน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ได้มีการพิสูจน์สัญชาติแรงงานพม่าในสมัยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน (นายไพฑูรย์ แก้วทอง)
- สำหรับการนำแรงงานต่างด้าวจากประเทศลาว และกัมพูชา เข้ามาทำงานโดยถูกกฎหมาย เพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงที่รัฐบาลไทยได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการจ้างแรงงาน (Memorandum of Understanding : MOU) กับประเทศพม่า ลาว และกัมพูชา ในปีงบประมาณ ๒๕๕๒ จำนวน ๒๗,๑๘๗ คน จำแนกเป็นสัญชาติลาว จำนวน ๑๑,๙๕๗ คน สัญชาติกัมพูชา จำนวน ๑๕,๒๓๐ คน
๖. ส่งเสริมการมีงานทำของผู้สูงอายุและคนพิการ
(สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลด้านศาสนา สังคม การสาธารณสุข การศึกษา และวัฒนธรรม : เพิ่มโอกาสการมีงานทำและพัฒนาประสิทธิภาพการคุ้มครองและสวัสดิการแรงงานทั้งระบบ)
๑) ผู้สูงอายุ ส่งเสริมการมีงานทำให้ผู้สูงอายุ จำนวน ๕,๑๘๓ คน
๒) คนพิการ จัดบริการจัดหางาน ประสานนายจ้าง/สถานประกอบกิจการที่ต้องการ
คนพิการเข้าทำงาน ส่งเสริมการประกอบอาชีพอิสระ มีผู้รับบริการ จำนวน ๒,๘๔๔ คน (เป็นการจ้างคนพิการเข้าทำงานในหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่กรมการจัดหางาน และสำนักงานประกันสังคม จำนวน ๑๙๖ คน)
๗. ปฏิรูประบบประกันสังคมให้มีความเข้มแข็งมั่นคง
(สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลด้านศาสนา สังคม การสาธารณสุข การศึกษา และวัฒนธรรม : เพิ่มโอกาสการมีงานทำและพัฒนาประสิทธิภาพการคุ้มครองและสวัสดิการแรงงานทั้งระบบ)
๑) การให้ความคุ้มครองประกันสังคมแก่ผู้ประกันตน มีสถานประกอบกิจการในความรับผิดชอบจำนวน ๓๘๘,๔๑๘ แห่ง ผู้ประกันตนทั้งหมด จำนวน ๙.๒๗๐ ล้านคน
๒) จ่ายสิทธิประโยชน์จากเหตุไม่เนื่องจากการทำงาน (กองทุนประกันสังคม) จำนวน ๓๐.๒๗ ล้านราย จ่ายสิทธิประโยชน์จากเหตุเนื่องจากการทำงาน (กองทุนเงินทดแทน) จำนวน ๑๔๙,๔๓๙ ราย
๓) ขยายสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ประกันตนในการบำบัดทดแทนไต โดยเริ่มประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ ปรับปรุงสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนตามมาตรา ๔๐ ให้ได้รับประโยชน์ทดแทนเพิ่มขึ้น ๒ กรณี คือ เงินทดแทนการขาดรายได้กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย และกรณีชราภาพ และเปลี่ยนหลักเกณฑ์การจ่ายเงินสมทบจากรายปี ๆ ละ ๓,๓๖๐ บาท เป็นรายเดือน ๆ ละ ๒๘๐ บาท (คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๕๒ เห็นชอบในหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายเงินสมทบ ประเภทของประโยชน์ทดแทน ตลอดจนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขแห่งสิทธิในการรับประโยชน์ทดแทนของผู้ประกันตนตามมาตรา ๔๐ พ.ศ. ....) และการขยายความคุ้มครองประกันสังคมแก่คู่สมรสและบุตรของผู้ประกันตน ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
๔) เร่งรัดปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๕๒ เห็นชอบในหลักการ ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา) และร่างพระราชบัญญัติเงินทดแทน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ... (คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๕๒ เห็นชอบในหลักการ ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของ)คณะกรรมการประสานงานด้านนิติบัญญัติ) ให้มีผลใช้บังคับโดยเร็ว
๘. นโยบายด้านความมั่นคงของรัฐ : เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์และเผยแพร่ขยายผลแนวพระราชดำริ
กระทรวงแรงงาน ได้จัดทำโครงการ / กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ ๘๒ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๒ เพื่อเทิดพระเกียรติ และสนับสนุนการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๒ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๒ ประกอบด้วย โครงการ/กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ ฯ จำนวน ๘ โครงการ ได้แก่ ๑) เครือข่ายแรงงานไทย รวมพลังร้อยใจคืนชีวิตใหม่ คืนแผ่นดินถวายพ่อหลวงด้วยการปลูกป่าชายเลน ๒) ร่วมใจสร้างแบรนด์ ร่วมแรงสร้างอาชีพ (MOBILE ๒๔) เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๘๒ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๒ เพื่อสร้างงานสร้างอาชีพ สร้างแบรนด์ใหม่ และการสนับสนุนเงินทุนให้ผู้ประสงค์จะประกอบอาชีพ ๓) ทาสีที่สาธารณะประโยชน์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๘๒ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๒ โดยดำเนินการร่วมกับเอกชน และประชาชนทั่วไป ร่วมกันทาสีที่สาธารณประโยชน์เพื่อให้เกิดความสวยงาม ซึ่งจะดำเนินการในทุกจังหวัดทั่วประเทศ ๔) ฝึกอาชีพให้แก่เยาวชน ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๘๒ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๒ โดยจะดำเนินการจัดฝึกอาชีพที่เหมาะสมกับท้องถิ่นให้แก่เยาวชนในพื้นที่ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ๕) แรงงานไทยร่วมใจถวายสัตย์ ปฏิบัติธรรม น้อมนำถวายแด่องค์พ่อหลวงของปวงประชา เพื่อให้ข้าราชการ นายจ้าง เจ้าของสถานประกอบกิจการ ลูกจ้าง สหภาพแรงงาน พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเครือข่ายการทำงาน ร่วมปฏิบัติธรรมน้อมนำหลักคำสอนเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจในการดำเนินชีวิต ดำเนินการในทุกจังหวัดทั่วประเทศ ๖) กระทรวงแรงงานสู่ผู้ประกันตน รวมพลทำดี ถวายในหลวง โดยจะจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ความรู้เกี่ยวกับประกันสังคมและการรักษาสุขภาพแก่นายจ้าง ลูกจ้าง และผู้ประกันตน รวมทั้งรณรงค์ให้ร่วมบริจาคโลหิตเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ๗) โครงการสถานีมอเตอร์ไซค์ น้ำใจงาม ขับขี่ปลอดภัย ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระชนมพรรษา ๘๔ พรรษา เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับผู้ใช้บริการรถจักรยานยนต์รับจ้าง ปัจจุบันได้ดำเนินการแล้ว จำนวน ๖๐ สถานี ใน ๕๐ เขตพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร และ ๘) ร่วมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๘๒ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๒ ระหว่างวันที่ ๓ – ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๒ ในรูปแบบของไตรภาคีโดยมีองค์กรนายจ้าง องค์กรลูกจ้าง สมาพันธ์รัฐวิสาหกิจดำเนินการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ ร่วมกัน ประกอบด้วย ๔ กิจกรรมหลัก คือ ๑) การจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติฯ ตามพระราชสมัญญา “พระบิดาแห่งมาตรฐานการช่างไทย” อันแสดงถือพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถของพระองค์ท่านในด้านการช่าง ๒) การจัดกิจกรรมฝึกอาชีพ และสาธิตการประกอบอาชีพอิสระ ๓) การจัดจำหน่ายสินค้าราคาถูกการกุศล เพื่อนำรายได้ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๔) การจัดกิจกรรมมหรสพบันเทิง เช่น การแสดงดนตรี การร้องเพลงพระราชนิพนธ์ การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย
บทส่งท้าย
ผลการดำเนินงานของกระทรวงแรงงานในรอบ ๑ ปี ของกระทรวงแรงงาน (๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๑ - ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๒) สามารถสำเร็จได้ตามภารกิจหลักด้านแรงงานและเป้าหมายที่วางไว้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการนำมาตรการ ๓ ลด ๓ เพิ่ม มาใช้ในการแก้ไขปัญหาด้านแรงงานอันเนื่องมาจากผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกได้อย่างครอบคลุมทุกมิติด้านแรงงาน ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งในการช่วยลดอัตราการว่างงาน และสร้างงานสร้างอาชีพให้กับแรงงาน ขณะเดียวกันกระทรวงแรงงานได้ให้ความช่วยเหลือกำลังแรงงานกลุ่มต่าง ๆ อย่างครอบคลุมและทั่วถึง ได้แก่ ผู้ถูกเลิกจ้าง ผู้ว่างงาน ผู้ประสบภัย นักเรียน นักศึกษาที่อยู่ระหว่างการศึกษาและจบการศึกษา แรงงานนอกระบบ ผู้สูงอายุ คนพิการ แรงงานต่างด้าว และประชาชนทั่วไป ผลสำเร็จของการดำเนินงานดังกล่าว คือ แรงงานมีความรู้ ความสามารถ ทักษะฝีมือในการทำงานที่สอดคล้องกับความต้องการในระดับมาตรฐานสากล เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทำให้แรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความมั่นคงในการทำงาน ซึ่งผลสำเร็จของการดำเนินงานดังกล่าวเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือและการบูรณาการการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภายในสังกัดกระทรวงแรงงานและหน่วยงานภายนอกทั้งภาครัฐ เอกชน องค์กรด้านแรงงานของผู้ใช้แรงงานและนายจ้างในการมีส่วนร่วมในการพัฒนาแรงงานเพื่อประโยชน์แก่ผู้ใช้แรงงานอย่างแท้จริง
|