รมว.แรงงาน พบปะแลกเปลี่ยนแนวคิดกับนักธุรกิจหอการค้านานาชาติ

 

           เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2553 นายไพฑูรย์  แก้วทอง  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมทั้งคณะผู้บริหารกระทรวงแรงงานได้พบปะนักธุรกิจจากหอการค้านานาชาติ ที่อาคารกรมดิษฐ์ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ โดยได้แลกเปลี่ยนแนวคิดและปัญหาอุปสรรคเกี่ยวกับด้านการลงทุนในประเทศไทย พร้อมทั้งมอบแนวทางให้นักธุรกิจเหล่านี้ได้รับทราบ  และได้เสนอแนวทางเรื่อง “กระทรวงแรงงาน พร้อมสำหรับการลงทุนของภาคเอกชนต่างประเทศ” ซึ่งเป็นเรื่องความพร้อมของกระทรวงแรงงานจากการที่มีกรมต่างๆคือกรมการจัดหางาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และสำนักงานประกันสังคม ที่จะพัฒนาบุคลากรให้พร้อมป้อนธุรกิจสถานประกอบกิจการของนักลงทุน และพร้อมในด้านกฎหมายที่จะดูแลคุ้มครองให้ความเป็นธรรมทั้งนายจ้างและลูกจ้าง
          รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานกล่าวว่า ตนได้ให้นโยบายมาตรการ 3 ลด 3 เพิ่ม เพื่อเป็นทิศทางสำคัญในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานดังกล่าว ประกอบด้วย ลดการเลิกจ้าง ลดการเคลื่อนย้ายแรงงาน  ลดค่าครองชีพลูกจ้างและผู้ว่างงาน   และมาตรการ 3 เพิ่ม  ประกอบด้วย เพิ่มการจ้างงานและตำแหน่งงาน เพิ่มทางเลือกในการประกอบอาชีพ   เพิ่มทักษะฝีมือแรงงาน ประกอบกับมาตรการที่กระทรวงแรงงานได้เสนอแนวทางแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานโดยแนวทางการจัดตั้ง “ธนาคารแรงงาน” ซึ่งจะจัดทำประวัติคนทำงานต่างๆ ที่สามารถประสานให้กับสถานประกอบกิจการได้หากต้องการ และเรื่องแรงงานสัมพันธ์ที่ดี โดยเฉพาะการจ่ายค่าตอบแทน โบนัส ต่างๆ จะสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดี หรือการแรงงานสัมพันธ์ “เชิงรุก” เกิดความพึงพอใจต่อลูกจ้างให้อยู่ทำงานกับสถานประกอบกิจการนั้นๆ ต่อไป
          นอกจากนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานยังกล่าวด้วยว่า ขอให้นักลงทุนที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเชื่อมั่นตนในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานที่เคยเป็นนักธุรกิจมาก่อน จึงเข้าใจในสภาพปัญหาเหล่านี้และ จะสร้างบทบาทประสานงานให้สอดคล้องกับความต้องการของทุกๆ ท่านต่อไป และเมื่อเดือนมกราคม 2553 ที่ผ่านมา ทางกระทรวงแรงงานได้จัดสัมมนาภาคีต่างๆ  ทั้งตัวแทนนายจ้าง  ลูกจ้าง  สภาอุตสาหกรรม  สภาหอการค้า  นักวิชาการ  สรุปว่าแรงงานในอนคตของประเทศไทยจะมีทิศทางเช่นไร ซึ่งชัดเจนว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเป็นสังคมผู้สูงอายุ ขาดแคลนแรงงานป้อนอุตสาหกรรม ซึ่งกรมพัฒนาฝีมือแรงงานก็จะเข้ามาจัดการอบรมพัฒนาทักษะฝีมือเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ได้ โดยที่จะต้องพัฒนาฝีมือแรงงานใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานโดยการจัดฝึกอบรมแก่กลุ่มผู้จบการศึกษาใหม่ จำนวน  11,500  คน และทางกระทรวงแรงงานเองก็จะเริ่มต้นในเรื่องนี้อย่างจริงจังภายในปีนี้ ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานไร้ฝีมือในภาคอุตสาหกรรมหนัก
ประเภทขาดแคลนแรงงานไทย เช่นอุตสาหกรรมประมง และอื่นๆ ก็คงต้องหาแนวทางอื่นเช่น ใช้
         แรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมายที่ทางการให้โอกาสแสดงตัวลงทะเบียนเพื่อผ่อนผันแล้ว ให้เข้ามาช่วยสนับสนุนแรงงานที่ขาดแคลนต่อไป  ซึ่งก็จะต้องสนับสนุนนักลงทุนต่างชาติ มีศูนย์บริการวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน เพื่อเสริมสร้าง สนับสนุนบรรยากาศการลงทุนที่ดี และอำนวยความสะดวกให้กับคนต่างด้าว โดยให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ (ONE STOP SERVICE) ในการขออนุญาตอยู่ต่อในราชอาณาจักร การขออนุญาตกลับเข้ามาในราชอาณาจักรและการขออนุญาตทำงาน ซึ่งสามารถดำเนินการแล้วเสร็จ ภายใน 3 ชั่วโมงนับแต่เวลาที่รับคำขอ
        ในส่วนของข้อซักถามของนักธุรกิจ นักลงทุนจากหอการค้านานาชาติในเรื่องการอพยพเคลื่อนย้ายแรงงานไปจากสถานประกอบกิจการหนึ่งๆ นั้น ต่อเรื่องนี้ทางนางอัมพร  นิติสิริ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ชี้แจงว่า เป็นเรื่องปกติที่สังคมธุรกิจย่อมมีลูกจ้างบางส่วนต้องการไปทำงานในสถานที่ๆ เห็นว่ามีค่าตอบแทน สวัสดิการ แรงงานสัมพันธ์ที่ดีกว่า ดังนั้นสิ่งที่ทางเราได้แนะนำเสมอๆ จึงอยู่ที่ว่า สถานประกอบกิจการที่ต้องการรักษาลูกจ้างไว้ ควรจะต้องจูงใจด้วยการจัดสวัสดิการทั้งตามกฎหมายกำหนดและนอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนดไว้ รวมถึงจะต้องส่งเสริมระบบแรงงานสัมพันธ์ที่ดีควบคู่ไปด้วย แม้ในเรื่องการส่งเสริมสหภาพแรงงาน ซึ่งแม้ในทางปฏิบัติจะเป็นเรื่องยุ่งยากซับซ้อน แต่ทางกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานก็ยินดีจะจัดส่งเจ้าหน้าที่ไปให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่ามีจุดอ่อนด้านใดในแต่ละสถานประกอบกิจการที่ทำให้มีลูกจ้างเข้าออกอยู่เป็นประจำ และมีกรณีตัวอย่างของบริษัทเล็กๆ แห่งหนึ่งที่มีระบบการบริหารงานด้วยความสัมพันธ์ที่ดีอย่างใกล้ชิดกับลูกจ้าง จนบังเกิดความพึงพอใจและยินดีจะอยู่กับบริษัทแห่งนี้แม้จะอยู่ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่ต้องเผชิญปัญหาร่วมกับนายจ้างก็ตาม
        ทั้งนี้ ยังมีกรณีตัวอย่างในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่บางสถานประกอบกิจการลังเลว่าจะจ่ายค่าจ้างให้กับลูกจ้างในอัตรา 50 เปอร์เซ็นต์ หรือ 75 เปอร์เซ็นต์ นั้น มีผลสรุปว่าสถานประกอบกิจการส่วนใหญ่ที่ตกลงจ่ายในอัตรา 75 เปอร์เซ็นต์ ก็จะสามารถรักษาลูกจ้างไว้ได้ในระยะเวลาหนึ่ง จนกระทั่งเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นและมีคำสั่งซื้อเข้ามา ก็จะสามารถนำทรัพยากรบุคคลที่รักษาไว้มาใช้ผลิตได้ทันท่วงที ซึ่งก็เป็นคำตอบทางเลือกทางหนึ่งที่จะต้องคิดเผื่อไว้ในอนาคตนั่นเอง
       สำหรับอุตสาหกรรมที่เป็นเป้าหมายนั้น จะเน้นโครงการพัฒนาศักยภาพแรงงานใน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม อุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมเครื่องแต่งกาย       อุตสาหกรรมรองเท้าและเครื่องหนัง อุตสาหกรรมไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้  อุตสาหกรรมโลหะขั้นมูลฐาน และอุตสาหกรรมยานยนต์  ซึ่งจะเป็นการพัฒนาฝีมือและศักยภาพแรงงานใหม่ให้ได้ยกระดับฝีมือแรงงานในสถานประกอบการกลุ่มเป้าหมายเหล่านี้เพื่อเป็นแรงงานในสถานประกอบการ และเพื่อผู้ที่มีงานทำอยู่แล้ว จำนวน  79,620  คน   และนอกจากนี้ยังได้วางเป้าหมายในการส่งเสริมให้สถานประกอบกิจการดำเนินการพัฒนาฝีมือแรงงานแก่ลูกจ้างจำนวน  2,500,000  คนอีกด้วย รวมเป้าหมายในปีงบประมาณ 2553 ที่กระทรวงแรงงานพร้อมเพิ่มขีดความสามารถทั้งสิ้น  2,628,120 คน
 

วันที่เผยแพร่: 
03/03/2010
ทีมา: 
นฤป  สุรเดชา