Skip to main content

สำนักบริหารทรัพยากรบุคคล สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน

ก.แรงงาน “ชง” 27 มาตรการ เข้า ครม. วันนี้ ลดต้นทุน,ยกผลิตภาพ,เสริมสภาพคล่อง,เว้นภาษี,ช่วยค่าครองชีพ

pll_content_description

   

               กระทรวงแรงงาน เสนอ 27 มาตรการ เข้าคณะรัฐมนตรีพิจารณา เพื่อช่วยเหลือภาคเอกชน สถานประกอบการ บรรเทาผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในปี 2556

 

                นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า จากนโยบายการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ ในวันที่ 1 มกราคม 2556 ทำให้ภาคเอกชนหลายฝ่ายมีความกังวลผลกระทบต่อภาคธุรกิจ ทั้งต้นทุนที่เพิ่มขึ้น กำไรลดลง การจ้างงานลดลง และต้องปรับขึ้นราคาสิ้นค้า ปลดพนักงานและบางส่วนอาจต้องปิดกิจการ รวมถึงต้องการให้ภาครัฐหามาตรการช่วยเหลือสถานประกอบการต่างๆ โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs กระทรวงแรงงาน จึงได้เตรียมมาตรการหลักได้แก่ ลดต้นทุนฯ ,ยกผลิตภาพฯ,เสริมสภาพคล่องฯ ,เว้นภาษี ,ช่วยค่าครองชีพ ประกอบด้วยมาตรการย่อย 27 มาตรการ เพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจและสถานประกอบการ พร้อมนำเสนอเข้าคณะรัฐมนตรีพิจารณา เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในปี 2556 ทั้งมาตรการลดภาระต้นทุนจากค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น การลดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคมของฝ่ายนายจ้างและลูกจ้าง การปรับปรุงอัตราการเก็บเงินสมทบและสิทธิประโยชน์กองทุนประกันสังคม การยกเว้นส่งเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนกรณีสถานประกอบกิจการไม่มีลูกจ้างประสบอันตรายเนื่องจากการทำงาน การปรับแก้กฎกระทรวงกำหนดจำนวนคนพิการที่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการและหน่วยงานของรัฐจะต้องรับเข้าทำงานและจำนวนเงินที่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการจะต้องนำส่งเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2554 ให้สถานประกอบการที่มีลูกจ้าง 200 คน ต้องจ้างคนพิการ 1 คน การจัดตั้งกองทุนชดเชยส่วนต่างค่าจ้างให้ผู้ประกอบการ การลดภาษีเงินได้นิติบุคคล การนำส่วนต่างของค่าจ้างที่จ่ายเพิ่มขึ้นจากอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในปี 2555 เป็นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท มาหักเป็นค่าใช้จ่ายก่อนชำระภาษีได้ 2 เท่า การลดอัตราภาษีอื่นๆ เฉพาะผู้ประกอบการ SMEs การลดอัตราภาษี ณ ที่จ่าย สำหรับการเหมาช่วงการผลิตจากร้อยละ 3 เหลือร้อยละ 0.5 การลดค่าน้ำประปาและค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ประกอบการ SMEs และการลดค่าธรรมเนียมห้องพักที่เรียกเก็บสำหรับโรงแรม/ที่พักแรมที่เป็น SMEs มาตรการยกระดับผลิตภาพแรงงานการนำค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมพัฒนาฝีมือแรงงานตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานพ.ศ. 2545 มาหักลดหย่อนภาษีได้เพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่า เฉพาะผู้ประกอบการ SMEs การจัดคลินิกพัฒนาฝีมือแรงงานเคลื่อนที่ไปยังสถานศึกษาและสถานประกอบการต่างๆ และการให้กู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.1 เพื่อใช้ในการฝึกอบรมพัฒนาฝีมือแรงงาน มาตรการทางการเงินเพื่อเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ สินเชื่อเพื่อส่งเสริมการจ้างงาน สินเชื่อเพื่อพัฒนาผลิตภาพการผลิต (Productivity Improvement Loan) การค้ำประกันสินเชื่อในลักษณะ Portfolio Guarantee Scheme ระยะที่ 4 การค้ำประกันสินเชื่อในลักษณะ Portfolio Guarantee Scheme สำหรับผู้ประกอบการใหม่ และการขยายระยะเวลาผ่อนชำระหนี้โครงการสินเชื่อ SMEs Power ไทยเข้มแข็ง

                 นอกจากนี้ยังมีมาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของ SMEs ได้แก่ การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลกรณีการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การหักค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร มาตรการเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการผ่านการใช้จ่ายภาครัฐ การปรับเพิ่มอัตราค่าใช้จ่ายในการจัดประชุมสัมมนาของส่วนราชการ และการหาตลาด/เพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้ผู้ประกอบการ SMEs มาตรการช่วยค่าครองชีพให้ลูกจ้างและประชาชนทั่วไป อาทิ การออกบัตรลดราคาสินค้าให้ลูกจ้าง การลดภาระหนี้สินนอกระบบหรือหนี้ผ่อนชำระสินค้าให้ลูกจ้าง การลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มและการจัดคาราวานสินค้าราคาถูกไปจำหน่ายให้ลูกจ้างในสถานประกอบการ

                 นายเผดิมชัยฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้ง 27 มาตรการที่เตรียมไว้เพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจและสถานประกอบการ โดยกระทรวงแรงงานก็ยังได้เตรียมมาตรการเสริมเพื่อประสิทธิภาพการให้บริการของกระทรวงแรงงาน คือ การให้บริการด้านการจ้างงานที่มีประสิทธิภาพและยกระดับรายได้ครบวงจรผ่านศูนย์ตรีเทพ การจัดระบบนัดพบแรงงานเชิงคุณภาพ และการคุ้มครองส่งเสริมสิทธิแรงงานให้มีรายได้ไม่ต่ำกว่าวันละ 300 บาท

 

***************************

 

กลุ่มงานเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ /
กัณติภณ คูสมิทธ์ – ข่าว

 

Tags:

TOP