![]() |
นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงแรงงาน ประกอบด้วย นายอนุสรณ์ ไกรวัตนุสสรณ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายสมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เดินทางไปเข้าร่วมการประชุมระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ครั้งที่ ๑๕ (15th Asia and the Pacific Regional Meeting: APRM) ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ในวันจันทร์ที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔ ณ ศูนย์การประชุมนานาชาติเกียวโต เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น |
ในช่วงเช้า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้กล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุมเต็มคณะ โดยชื่นชมต่อการดำเนินงานในช่วงเวลาที่ผ่านมาของ ILO ภายใต้การนำของ Mr. Juan Somavia ผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานแรงงานระหว่างประเทศ ที่ผลักดันให้ประชาคมโลกตระหนักถึงคุณค่าและการจรรโลงความยุติธรรมในสังคม สิทธิเสรีภาพ การส่งเสริมให้เกิดความเสมอภาคในโลกแห่งการทำงาน และวาระงานที่มีคุณค่า
ประเทศไทยในฐานะสมาชิก ILO ได้มุ่งมั่นสรรค์สร้างความยุติธรรมทางสังคมให้เกิดขึ้นจริงแก่ทุกคนในสังคมไทย ส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของคนทุกกลุ่มโดยไม่เลือกปฏิบัติ รวมทั้งได้มีการดำเนินนโยบาย แผนงาน รวมทั้งแนวปฏิบัติที่จะส่งผลให้เกิดการพัฒนาและการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของ “วาระงานที่มีคุณค่า (Decent Work) โดยขณะนี้ประเทศไทยอยู่ระหว่างการจัดทำแผนงานระดับชาติว่าด้วยงานที่มีคุณค่า บนพื้นฐานของการปรึกษาหารือไตรภาคี ขณะเดียวกันรัฐบาลไทยได้ปฏิบัติตามหลักการอนุสัญญาของ ILO ที่ว่าด้วยสิทธิขั้นพื้นฐาน และให้ความสำคัญกับมิติความเสมอภาคของมนุษย์ โดยสอดแทรกกับทุกนโยบายของรัฐ ขณะเดียวกันได้ยอมรับหลักการของสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของทุกภาคส่วนในสังคม บนหลักการการเจรจาทางสังคมของ ILO
จากกระแสการเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในประเทศไทย รัฐบาลไทยจึงพยายามพัฒนาระบบบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวและรูปแบบการอนุญาตการทำงานของแรงงานต่างด้าวเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญหนึ่งที่ ILO และประชาคมระหว่างประเทศให้ความสำคัญร่วมกัน
สำหรับการแก้ไบรรเทาผลกระทบจากภาวะอุทกภัยที่ประเทศไทยประสบอยู่ และได้ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนโดยเฉพาะภาคการจ้างงาน รัฐบาลจึงได้กำหนดยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูประเทศ ๓ R ได้แก่ Rescue Restore Rebuild หรือ กอบกู้ ซ่อม สร้าง โดยมีการดำเนินงานแบ่งเป็น ๓ ระยะคู่ขนาน ประกอบด้วย
ระยะเฉพาะหน้า คือการกู้ภัย (Rescue) จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา ๑ ถึง ๒ เดือน โดยได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม เพื่อดำเนินการรับเรื่องร้องทุกข์และแก้ไขปัญหาให้แก่ผู้ประสบภัย
ระยะสั้น คือการซ่อม (Restore) กำหนดให้ดำเนินการแล้วเสร็จภายในระยะเวลา ๑ ปี เป็นการดำเนินการเพื่อฟื้นฟูให้ระบบต่างๆ สามารถกลับมาทำงานได้อีกครั้ง รวมทั้งเยียวยา ให้เงินช่วยเหลือ เงินกู้ สิทธิประโยชน์ต่างๆ ด้วย
ระยะยาว คือ การสร้าง (Rebuild) เป็นการดำเนินการเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ฟื้นความเชื่อถือ และสร้างความมั่งคั่งและความมั่นคงของประเทศให้กลับคืนมา โดยมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ๒ คณะ ได้แก่ คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) และคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวาระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) โดยคณะกรรมการทั้งสองชุดจะทำงานประสานกันอย่างใกล้ชิด เพื่อให้นักลงทุนมั่นใจกับศักยภาพของประเทศไทยในระบบบริหารจัดการน้ำ และศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต
ท้ายนี้ได้ขอบคุณมิตรประเทศของไทยในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่ช่วยเหลือและสนับสนุนประเทศไทยในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวผ่านความยากลำบากจากวิกฤตครั้งนี้ไปได้
การประชุมระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ครั้งที่ ๑๕ มีประเทศสมาชิกในภูมิภาคเข้าร่วมประชุม ๔๔ ประเทศ รวม ๕๐๐ คน สำหรับคณะผู้แทนไตรภาคี (รัฐบาล นายจ้าง และลูกจ้าง) ของประเทศไทย มี ๑๓ คน ประกอบด้วย นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะรัฐมนตรีผู้เข้าร่วมประชุม นายสมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ผู้แทน (Delegate) ฝ่ายรัฐบาล นางสิริวัน ร่มฉัตรทอง เลขาธิการสภาองค์การนายจ้างแห่งประทเศไทย ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง และนายอนุชิต แก้วต้น เลขาธิการสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทย ผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง

